MOC 100 Years    
 
 
 
 
MOC 100 Years
TH    EN
Header Image
ประวัติความเป็นมา
watermark
 

ประวัติกระทรวงพาณิชย์

2457

จากอาณาจักรสุโขทัย ศูนย์กลางการค้ำทางนกของ ภูมิภาต สู่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ สยามเจริญสัมพันธ์ทาง การทูตและการค้าทางทะเล กับชาติตะวันตก ต่อมา ในช่วงต้นกรุงวัตนโกสินทร์ ได้ขยายการค้ทางทะเลกับ ประเทศจีนและชาติตะวันตก อื่นๆ โดยมีอังกฤษเข้ามา ทำสนอิสัญญาทางการค้า เป็นประเทศแรก เมื่อเข้าสู่ กรุงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง สยามเร่งปฏิรูปประเทศ ในทุกล้านเพื่อให้ทัดเทียม ขาติ๊ตะวันตก ขณะที่งาน ราชการด้านการค้ยังคง รวมอยู่ในกระทรวงอื่น

2463-2469

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ สภาเผยแผ่พาณิชย์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อรวบร นรามจานที่เกี่ยวข้องกับการ พาณิชย์ และเพื่อศึกษาพัฒนากฎหมายการค้า แก้ไซข้อเสียเปรียนในสนอิสัญญาทางการค้า ตลอดจนขยายตลาดการค้าต่างแดนเพื่อเพิ่ม รายได้ช่วงที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำ (Great Depression) เมื่อการค้าภายใน และการคำโดกนืดเคือง ประเทศตัดทอนขายจ่ย ด้วยการยุบหน่วยงานราชการ ปรับลดจำนวน ข้าราชการ และควบรวมกระทรวงเข้าด้วยกัน

2475-2500

กระทรวงพาณิชย์เปลี่ยนชื่อ ปรับโดรงสร้าง ตั้งหน่วยงานกรม และกองขึ้นใหม่ ซึ่งมีบทนาทสำคัญ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศ "สยาม" เปลี่ยนชื่อเป็น "ไทย" ใช้นโยนายรัฐนิยมเกี่ยวกับการพาณิชย์ เน้นให้คนไทยใข้ของที่ผลิตโดยคนไทย เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ กระทรวงใด้จัดทำตัชนีราคาและ ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้า ที่ซื้อขายกันในตลาดออกเผยแพร่ แก่สาอารณชนเป็นครั้งแรก ขณะที่ไทย เข้าร่วมเป็นสมาชิกข้อตกลงและ องค์การระหว่างประเทศ

2501-2531

เปิดฉากแช่งขันกลุ่มการค้าทั้งยุโรปและอาเชียน พาณิชย์โตกขยายตัวด้วยเส้นทางการค้ทางอากาศ กระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เป็นครั้งแรก และจัดตั้งศูนย์พาณิชยกรรมในต่างประเทศ อย่างเป็นทางการ โครงสร้างการค้ของไทยเริ่มเปลี่ยน จากสินค้าเกษตรมาสู่สินค้าอุตสาพกรรมอย่างต่อเนื่อง

2532- ปัจจุบัน

ไทยประสบปัญหาภาระ ต่ำครองชีพสูง จากการขยายตัว ทางเศรษฐกิจที่เดิบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นจุดเริ่มตันของโครงการ "คาราวานสินค้าลดค่ครองชีพ ปี ๒๕๓๓" และโดรงการ "ซงฟ้า ราคาประหยัด" เพื่อช่วยแก้ไข ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ ยุคนี้เป็นยุคแห่ง การสร้างตราสัญลักษณ์และ ภาพลักษณ์สินค้ ทรัพย์สินทาง ปัญญา ลิชสิทธิ์ และสิทธิบัตร ทวีความสำคัญ "กรมทรัพย์สิน ทางปัญญา" ถือกำเนิดขึ้นเพื่อ ทำหน้าที่คุ้มครองและปกป้อง สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างที่ไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ (ต้มยำกุ้ง) โลกภา ยกระดับทางเทศโนโลยีสารสนเทศ ายนอกเริ่มก้าวเข้าสู่การ อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของการ พาณิชย์ในระยะต่อมา เทคโนโลยีเข้ามา มีบทบาทมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมการ ใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป บทบาทของ "กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" มีส่วนช่วยตอบสนองพฤติกรรมการใช้ อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ การซื้อชายสินค้าออนไลน์ และเมื่อธุรกิจ พาณิชย์ 8-Commerce ยกระดับการแช่งขัน และสามารถสร้างเม็ดเงินไต้มหาศล กระทรวงจึงได้จัดตั้งว็บไซต์ตลาดกลาง ซื้อชายทางอิเล็กพรอนิกส์ อำนายความสะดวก ให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถติดต่อซื้อขายกับ ผู้ส่งออกไทยได้อย่างง่ยตาย ซึ่งได้รับ การตอบรับที่ดีมากจากผู้ประกอบการไทย และผู้ซื้อในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานหลักขับเคลื่อน เศรษฐกิจการค้ของประเทศ กำหนดเป้าหมายและทิศทาง ก้าวสู่ศควรรษที่สองไว้อย่าง ชัตเจน สอดคล้องกับแผน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (W.M.๒๕e๙ -๒๕๗e) ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยนวัตกรรม สร้างความ มั่นคง มังคั่งทางเศรษฐกิจ

 

"กระทรวงท่าเตียน" ที่สื่อมวลชนมักจะเรียกขานเมื่อกล่าวถึงกระทรวงพาณิชย์นั้นก็เพราะสถานที่ตั้งของกระทรวงพาณิชย์อยู่บริเวณท่าเตียน สมรภูมิของยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ตามตำนานที่คนไทยทราบกันดี แล้วทำไมกระทรวงพาณิชย์จึงมาอยู่ที่นี่...

          ในเรื่องนี้จากบันทึกของขุนวิจิตรมาตรา (ส่ง กาญจนาคพันธ์) กล่าวไว้ว่าเมื่อแรกเริ่มตั้งกระทรวงในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นเจ้ากระทรวงหรือเสนาบดีมักจะใช้บ้านของตัวเองเป็นสถานที่ทำการของกระทรวงแต่กระทรวงพาณิชย์ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยังไม่มีกระทรวงเป็นของตัวเองก่อนหน้านั้นจึงได้ก่อตั้งอาคารขึ้นใหม่ตามประวัติที่ขุวิจิตรมาตราสืบค้นไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ดังนี้ ตึกที่ว่าการกระทรวงพาณิชย์ (เศรษฐการ) สร้างขึ้นในที่ดินแปลงหนึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมชายธงมีถนนสามสายผ่านรายรอบทั้งสามด้านคือถนนเขตต์ถนนสนามไชย และถนนมหาราชแต่เดิมนั้นที่ดินบริเวณนี้และพื้นที่รอบๆเป็นที่ตั้งของวังต่างๆ เช่น วังกรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์ วังกรมหลวงอดิศรอุดมเดช วังพระองค์เจ้างอนรถ วังพระองค์เจ้าเปียก วังกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณ วังกรมหมื่นอมเรนทร์บดินทร์ วังพระองค์เจ้าลำยอง วังกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ วังกรมหมื่นภูมินทร์ภักดี  เป็นต้น             

          ซึ่งบริเวณของตึกที่ทำการกระทรวงพาณิชย์นั้นเป็นพื้นที่ของวัง ๓ แห่ง คือ วังกรมหลวงอดิศรอุดมเดชวังกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณและวังกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติตัวตึกกระทรวงพาณิชย์สร้างเป็นสามชั้นโอ่โถงงดงามฝีมือทำอย่างประณีตมีลวดลายเป็นฝรั่งกลายๆจัดว่าเป็นตึกสมัยใหม่แปลกกว่าที่ทำการอื่นๆชั้นล่างตอนหนึ่งสร้างเฉพาะสำหรับให้เป็นสำนักงานกลางมาตราชั่งตวงวัด โดยตรง ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วได้ขนเอาแบบมาตรา (Standard) เครื่องชั่ง ตวง วัด จากกระทรวงเกษตราธิการมาติดตั้งเป็นหลักสำคัญของกระทรวงที่ว่าด้วยการค้าขายมาจนถึงทุกวันนี้

          สัญลักษณ์หรือตราประจำกระทรวงในสมัยนั้น มีวิวัฒนาการน่าสนใจว่า ในสมัยกระทรวงเกษตรพาณิชยการสมัยแรกเสนาบดีถือตราพระพิรุณทรงนาค พระพิรุณเป็นเทวดาเจ้าน้ำ เป็นผู้บันดาลให้ฝนตกนาคก็เกี่ยวกับน้ำตราพระพิรุณทรงนาคจึงเกี่ยวกับกสิกรรมทำไร่ไถนาซึ่งเป็นของสำคัญมาแต่โบราณโดยตรงเมื่อตั้งเป็นกระทรวงพาณิชย์ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ มีประกาศให้กระทรวงพาณิชย์ ใช้ตราเป็นรูปตุ้ม เครื่องชั่งทะนาน และไม้วัด ผูกกันเป็นลาย ตรานี้จึงเป็นความหมายเกี่ยวกับการพาณิชย์สอดคล้องต้องกันกับประวัติของกระทรวงและตัวตึกที่ว่าการดังบรรยายมาแต่ต้นในคราวเดียวกันนี้ประกาศให้กระทรวงพาณิชย์ใช้สีมอคราม เป็นสีเครื่องหมายกระทรวง ต่อมาเมื่อรวมกระทรวงพาณิชย์เข้ากับกระทรวงคมนาคม เรียกว่า "กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม" ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ มีประกาศให้ใช้ ตรารูปพระวิศุกรรมเป็นตรากระทรวง สีเครื่องหมายกระทรวงเปลี่ยนเป็นสีเลือดหมู ตราพระวิศุกรรมเป็นตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเดิม ซึ่งภายหลัง เปลี่ยนมาเป็นกระทรวงคมนาคม และใช้ตราพระรามทรงรถ

          เมื่อเอางานคมนาคมมารวมเข้ากับงานพาณิชย์และถือว่างานพาณิชย์เป็นงานสำคัญ จึงกลับไปใช้ตราพระวิศุกรรมพระวิศุกรรมเป็นเทวดาชำนาญในการช่างตลอดจนการก่อสร้างที่มาเป็นตรากระทรวงพาณิชย์ก็เนื่องจากเป็นตราเก่าและงานของโยธาก็คลี่คลายมาเกี่ยวข้องกับงานพาณิชย์เป็นลำดับมาในปัจจุบันตราประจำกระทรวงคงเป็นตราพระวิศุกรรมแต่สีเครื่องหมายกระทรวงเปลี่ยนไปใช้สีมอครามตามเดิมที่บานประตูเหล็กใหญ่ของตัวกระทรวงมีแผ่นโลหะกรมเป็นตราภาพงูสองตัวพันไม้ไขว้กัน ตอนบนมีปีกสองข้างติดอยู่ทั้งสองบานเป็นคู่กันเข้าใจว่าตรานั้นเป็นไม้เท้ากายสิทธิ์ที่เรียกว่า คาดิวซุส (Caduceus) ซึ่งเป็นไม้ถือของเทวดากรีกมีนามว่า เฮอเมส (Hermes) และชาวโรมันเรียกว่าเมอคิวริอุส(Mercurius) ตามประวัติข้างกรีกมีว่า เฮอเมสเป็นโอรสจองเซอุสมหาเทพเป็นช่างเทวดาเฉลียวฉลาดในเชิงประดิษฐ์ต่างๆ เช่นประดิษฐ์พิณ ประดิษฐ์ตัวอักษร ตัวเลข และที่สำคัญก็คือ ประดิษฐ์เครื่องชั่ง ตวง วัด เฮอเมสเป็นที่เคารพบูชาของพ่อค้าวาณิชทั่วไป


 



คะแนนโหวต :