MOC 100 Years     
 
 
 
 
MOC 100 Years
TH    EN

OPS Service

ศูนย์ข่าวสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

วีดิโอมัลติมีเดีย
ภาพกิจกรรม
image

ในวันนี้ (20 ม.ค.65) นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์  รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบภาวะราคาและปริมาณหมู ณ ห้องเย็น บริษัท พิชชา มีท กรุ๊ป จำกัด เขตมีนบุรี กทม. 



นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดให้ผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ ตั้งแต่ 500 ตัวขึ้นไป และผู้ครอบครองหรือห้องเย็นที่มีสต็อกหมู ตั้งแต่ 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป แจ้งปริมาณ และราคาทุก 7 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.นี้เป็นต้นไป เพื่อดูแลปริมาณหมูและสต็อกหมูที่มีอยู่ทั้งประเทศ ในวันนี้จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณหมูที่บริษัท พิชชา มีท กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นห้องเย็นขนาดกลาง รองรับได้ 50 ตัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีสต๊อกเข้าออกทุกวัน โดยจะมีการรับส่งเนื้อหมูตามออเดอร์ และจะไม่เก็บไว้นาน เพื่อรักษาคุณภาพไม่ให้ลดลง และอาจศูนย์เสียน้ำหนักลงไปได้ สำหรับหมูแช่แข็งก็จะมีการจัดส่งตามออเดอร์ไปยังร้านอาหารต่างๆ เช่น หมูสไลด์ หมูสำหรับทำสเต๊ก เป็นประจำทุกวัน สำหรับปริมาณสต๊อกหมูชำแหละทั่วประเทศที่ได้รับแจ้ง ตามประกาศ กกร. ณ วันที่ 17 ม.ค.65 มีปริมาณรวม 8,352 ตัน 



สำหรับข่าวที่ว่ามีการเก็บสต๊อกหมูเป็นจำนวนมาก ของห้องเย็นขนาดกลางและใหญ่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดบูรณาการกับจังหวัดออกตรวจสอบ หากตรวจแล้วพบว่าไม่แจ้งปริมาณ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบเห็นว่ามีการกักตุนจะมีโทษตามมาตรา 29 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุก 7 ปีปรับ 140,000 บาทหรือทั้งจำและปรับ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกักตุนหรือจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ


image

วันอังคารที่ 11 มกราคม 2565 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ครั้งที่ 1/2565 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการร่วมครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ 3 สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการร่วม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการร่วม ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการใน 4 ด้านหลัก เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ได้แก่ 1) ด้านข้อมูล 2) ด้านแพลตฟอร์มกลาง 3) ด้านการกำหนดคุณภาพ มาตรฐาน และตรวจสอบย้อนกลับ และ 4) ด้านการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ที่มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมเป็นประธานคณะอนุกรรมการ และได้ร่วมกันผลักดันงานในแต่ละด้าน โดยมีผลเป็นรูปธรรม ดังนี้

 1) ด้านการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกันจัดทำระบบฐานข้อมูลร่วม “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” พร้อมฟังก์ชันระบบเตือนภัย (Warning) สินค้าเกษตรสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ มันสำปะหลัง ทุเรียน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขณะนี้ได้เผยแพร่บน www.คิดค้า.com และนำตัวเชื่อมข้อมูล (Link Banner) แสดงบนเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ www.moc.go.th และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ www.nabc.go.th และมีสินค้าเกษตรเป้าหมายที่อยู่ระหว่างพัฒนาระบบฐานข้อมูล อีก 3 ชนิด คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 นอกจากนี้ จะร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำระบบฐานข้อมูลร่วมพืชแห่งอนาคต (Future Crop) ที่ไทยมีศักยภาพ เพิ่มเติมอีกด้วย 

 2) ด้านการจัดทำแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อใช้เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ และผู้ประกอบการ ในรูปแบบ B2B (Business-to-Business) อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนสร้างให้มีแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ในรูปแบบ B2B (Business-to-Business) รองรับการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยต่อยอดจากแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และแพลตฟอร์ม Phenixbox.com ซึ่งได้เชื่อมโยงช่องทางเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรไทยไว้บนหน้าเฉพาะ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” บนเว็บไซต์ www.moc.go.th ทั้งนี้ ได้พัฒนาสหกรณ์การเกษตรนำร่องรวมจำนวน 26 สหกรณ์ขึ้นจำหน่ายบนทั้งสองแพลตฟอร์ม และได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Online Business Matching) ระหว่างสหกรณ์การเกษตรและผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมคู่เจรจา 100 คู่เจรจา เกิดมูลค่าการซื้อขาย 82,460,000 บาท โดยจะดำเนินการต่อยอด สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ต่อไปในระยะที่ 2

 3) ด้านการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้เห็นชอบการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยนำร่องสินค้า 2 รายการ คือ ทุเรียน และข้าว โดยกลุ่มข้าวได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดสุรินทร์ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ และมีกลุ่มเป้าหมายที่กำลังดำเนินการต่อเนื่องในสินค้าข้าว ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสินเหล็ก จ.อำนาจเจริญ และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด รวมทั้งสินค้าทุเรียน ในกลุ่มกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2565

 4) ด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการร่วมกับอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งเป้าพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก ให้ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มีสินค้านำร่อง 4 สินค้า ได้แก่ ข้าว ทุเรียน นมโค และกุ้งขาว และได้ดำเนินการพัฒนากำลังคนในภาคการเกษตรไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 6,268 ราย ประกอบด้วย เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้บริโภคและผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ โดยมีเป้าหมายสินค้าที่จะดำเนินการต่อ ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว พืชไร่ และพืชสวน 2) ผลิตภัณฑ์สินค้าผลไม้ 3) ผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ และ 4) ผลิตภัณฑ์สินค้าประมง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ (เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร 40,235 ราย ผู้ประกอบการ 450 ราย ผู้บริโภคและผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 500 ราย นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ 665 ราย) รวมทั้งสิ้นจำนวน 41,850 ราย งบประมาณทั้งสิ้น 188,623,378 บาท

 นอกจากนี้ สืบเนื่องจากราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มได้มีการปรับสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตสุกรออกสู่ตลาดลดลง โดย Pig Board คาดว่าผลผลิตสุกรขุนลดลงร้อยละ 40 ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการร่วม จึงได้มีการหารือถึงแนวทางในการเพิ่มปริมาณผลผลิตสุกรในระบบ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ โดยเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการต่อไป


image



วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร “ข้าราชการที่ดี” รุ่นที่ 33 ผ่านออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการบรรจุใหม่ได้เรียนรู้ระเบียบแบบแผนของราชการและการเป็นข้าราชการที่ดี มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 58 คน จากทุกหน่วยงานในสังกัดโดย จัดในรูปแบบ Hybrid ทั้ง Online และ Onsite ระหว่างวันที่ 1 พย.– 1 ธค. 64 ในโอกาสนี้ ท่านปลัดฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีพร้อมได้มอบโอวาท และฝากข้อคิดว่า การเป็นข้าราชการที่ดีนั้น ต้องพึงตระหนักเรื่อง คุณธรรมและจริยธรรม ต้องเป็นทั้งคนดีและคนเก่ง ต้องมีความรู้ รู้อะไรขอให้รู้ให้จริง มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เสียสละซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ


image



เผยเป็นผลงานตามนโยบาย “จุรินทร์” ที่ให้สร้างโมเดลการค้าใหม่รับยุค New Normal ใช้ช่องทางการเจรจาทำความตกลงการซื้อขายผ่านออนไลน์ โดยความร่วมมือของเซลส์แมนจังหวัดและเซลส์แมนประเทศ 

 

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 14 พ.ค. 2564 กระทรวงพาณิชย์เป็นสักขีพยานการลงนาม Memorandum of Purchasing (MOP) การเชื่อมโยงส่งออกผลไม้ไทยจากพาณิชย์จังหวัดสู่ตลาดฮ่องกง ผ่านระบบ Zoom ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการลงนามซื้อขายมะม่วงระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าฮ่องกง ปริมาณรวม 2,200 ตัน มูลค่ารวม 100 ล้านบาท โดยมี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายรณรงค์  พูลพิพัฒน์) ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว(นายเกียรติศักดิ์ จันทรา) รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี (นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (นายวิทยากร มณีเนตร) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง (นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์) พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี (นางรวีพรรณ ช้างเย็นฉ่ำ) ประธานหอการค้าจังหวัดปทุมธานี (นายสุรพงษ์ เป้ากลาง) พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว (นางสาวนงเยาว์ ศรีฉันทะมิตร) เกษตรจังหวัดสระแก้ว (นายประจักร์ ประสงค์สุข) ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว (นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย) และประธาน MOC Biz Club จังหวัดสระแก้ว (นายเกษมสันต์ ศรีโสภา) ร่วมเป็นสักขีพยาน

 

สำหรับการซื้อขายมะม่วงดังกล่าว แยกเป็นจังหวัดปทุมธานี ปริมาณ 1,200 ตัน มูลค่า 55 ล้านบาท ระหว่างบริษัท Freco Asia Company Limited ผู้ส่งออกไทย กับบริษัท Shing Kee Lan Company Limited ผู้นำเข้าฮ่องกง และจังหวัดสระแก้ว ปริมาณ 1,000 ตัน มูลค่า 45 ล้านบาท ระหว่าง เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว ผู้ส่งออกไทย กับบริษัท Chiang Mai Herbs Trading Limited ผู้นำเข้าฮ่องกง 

และ “การซื้อขายมะม่วงในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย เข้าสู่ตลาดฮ่องกงได้เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ช่วยให้มีความรู้ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐานและตรงตามที่ตลาดต้องการ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการกิจกรรม Online Business Matching ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ในช่วงต้นปี ทำให้สถิติการส่งออกมะม่วงจากประเทศไทยสู่ฮ่องกงในไตรมาสแรกของปี 2564 เติบโตร้อยละ 464 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย โดยเกิดเทรนด์การนำมะม่วงน้ำดอกไม้ไทยเป็นของฝากที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้ไทย” นายบุณยฤทธิ์กล่าว 

 

การลงนามซื้อขายผ่านทางออนไลน์ ยังเป็นสร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้นรองรับยุค New Normal ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัด ในฐานะเซลส์แมนจังหวัด ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด และทูตพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนประเทศ ทำงานร่วมกับผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ และให้เซลล์แมนจังหวัดและเซลล์แมนประเทศประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าของจังหวัดไปยังตลาดต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น

 

โดยเฉพาะในส่วนของจังหวัดสระแก้ว จะมีการต่อยอดทำเป็น “สระแก้วโมเดล” ในการพัฒนามะม่วงน้ำดอกไม้ เพื่อส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง ให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับสูง โดยจะร่วมมือกันระหว่างสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว เพื่อการส่งออกที่ยั่งยืน

 

นอกจากนี้เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จและฤดูการเก็บเกี่ยวผลไม้ที่ใกล้เข้ามา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง เตรียมการจัด “การเจรจาธุรกิจออนไลน์ Online Business Matching ผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดฮ่องกง” ระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคม 2564 โดยมีผลไม้เป้าหมายคือ ทุเรียน มังคุด ส้มโอ เงาะ ลำไย เนื่องจากเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกง ขณะนี้มีเกษตรกรและผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมจำนวน 20 ราย จาก 11 จังหวัด โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมตรวจสอบศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นำเข้าว่าจะได้รับสินค้าที่ดีมีคุณภาพสูงระดับส่งออก อีกทั้งจะมีการดำเนินการลักษณะนี้โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในประเทศอื่น ๆ ด้วย และมีการจัดงานส่งเสริมผลไม้ไทยในตลาดฮ่องกงและจีน อาทิ งาน Thai Fruits Festival และ Thai Fruits Golden Month ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564

 

ทั้งนี้ ภาพการค้ารวมระหว่างไทย – ฮ่องกง ในปี 2563 มีมูลค่า 13,297.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยการส่งออกสินค้าไทยไปฮ่องกง มีมูลค่า 11,292.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้าสินค้าจากฮ่องกงไปไทย 

มีมูลค่า 2,005.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในส่วนของการส่งออกสินค้าผลไม้มีมูลค่า 361.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

มีอัตราขยายตัวร้อยละ 23.90 ในไตรมาสแรกของปี 2564 สถิติการส่งออกมะม่วงจากประเทศไทยสู่ฮ่องกง

มีมูลค่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 464


 
 
 
mobileapp

MOC Portal

Application

ศูนย์รวม Application กระทรวงพาณิชย์

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้

ทั้ง Android และ iOS